14 มิถุนายน 2562 กรมชลฯเดินหน้า EIA ประตูน้ำพระนครศรีอยุธยา เปิด 9 แผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ที่มา: https://www.prachachat.net/local-economy/news-338553

รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่ากรมชลประทานกำลังอยู่ระหว่างทำการสำรวจพื้นที่ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 13 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอบางไทร อำเภอบางบาล อำเภอบางปะหัน อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอมหาราช และอำเภอเสนา ส่วนในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ประกอบด้วยอำเภอไชโย อำเภอป่าโมก อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอเมืองอ่างทอง และอำเภอวิเศษชัยชาญ โดยมีพื้นที่หัวงานโครงการตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่หัวงาน 76.93 ไร่ ระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม./วินาที จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่ดังกล่าว 10,970 ล้าน ลบ.ม./ปี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล กล่าวว่ากรมชลประทานได้เร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และป้องกันความเสียหายต่อชุมชนเมืองและแหล่งโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีอัตราการไหลรวดเร็ว ทั้งนี้ในการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 ปัจจัย ได้แก่ ทรัพยากรทางกายภาพชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต โดยมีการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้ความสำคัญกับกระบวนการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกด้วย จุดประสงค์ของโครงการประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยาว่า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเฉพาะน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซากและมีแนวโน้มระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวกลับเก็บกักน้ำได้น้อยในช่วงฤดูฝน ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง ปริมาณน้ำใช้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและพื้นที่เพาะปลูกอีกด้วย การจัดทำประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยาจะทำให้สามารถป้องกันกลุ่มโบราณสถานสำคัญ ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากอุทกภัยซ้ำซากหรือปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากลำน้ำมีลักษณะคดเคี้ยว แคบและเป็นคอขวด ตลอดจนริมสองฝั่งแม่น้ำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนเมืองปิดกั้นเส้นทางการระบายน้ำและกีดขวางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ อีกทั้งยังเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ให้แก่พื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูแล้งและเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ และด้วยโครงการดังกล่าวเข้าข่ายโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทานจึงได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา” นอกเหนือจากโครงการประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานยังได้ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยได้นำเสนอในที่ประชุม กนช. 3 ครั้ง และครม. 2 ครั้ง จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการแผนงานบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ประกอบด้วย 1. ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ผ่านการปรับปรุงคลองระพีพัฒน์และโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันออก เพื่อให้สามารถเพิ่มการระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักสู่ทะเล จากเดิม 210 ลบ.ม./วินาที เป็น 400 ลบ.ม./วินาที เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน เช่น ประตูระบายน้ำพระมหินทร์ ประตูระบายน้ำพระศรีศิลป์ ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภาค ประตูระบายน้ำพระธรรมราชา เป็นต้น

2. คลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งแบ่งเป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท–ป่าสัก เป็นคลองส่งน้ำคู่คลองระบายน้ำ ซึ่งเป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท–ป่าสัก ซึ่งมีอยู่เดิมให้ระบายน้ำหน้าเขื่อนเพิ่มขึ้นจาก 130 เป็น 930 ลบ.ม./วินาที ความยาว 134 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างสำรวจออกแบบรายละเอียดในช่วงแรก และคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย เป็นคลองระบายน้ำขุดใหม่ขนาด 600 ลบ.ม./วินาที ยาว 135 กม. ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายงาน EIA

3. คลองระบายน้ำคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งระบายน้ำได้ 500 ลบ.ม./วินาที มีความยาว 110.85 กิโลเมตร โดย JICA ศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ 2561 ปัจจุบัน สทนช.กำลังจะศึกษาเปรียบเทียบแนวทางและทางเลือกการดำเนินการ

4. ปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก ซึ่งมีต้องปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ด–บางยี่หน ให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เพิ่มจาก 52 ลบ.ม./วินาที เป็น 130 ลบ.ม./วินาที วงเงินรวม 34,300 ล้านบาท

5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขุดลอกให้สามารถระบายน้ำได้ 2,500 ลบ.ม./วินาที ที่ระดับตลิ่ง ดำเนินงานโดยกรมเจ้าท่า

6. การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบ 14 ชุมชน บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา กรมโยธาธิการฯ โดยได้สร้างพนังป้องกันแล้ว 6 ชุมชน และอยู่ในแผนดำเนินการอีก 3 ชุมชน ในส่วนที่เหลือกรมโยธาธิการฯ จะเข้าแผนศึกษาเพี่อดำเนินการต่อไป

7. คลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร สามารถระบายน้ำเลี่ยงเมืองอยุธยา 1,200 ลบ.ม./วินาที โดยคลองระบายน้ำยาว 22.4 กิโลเมตร ครม.เห็นชอบในการดำเนินโครงการแล้ว

8. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน โดยการขุดลอก และปรับปรุงบริเวณคอขวดและช่องลัด เพิ่มประสิทธิภาพการระบายแม่น้ำท่าจีน ได้สูงสุดอีก 90 ลบ.ม./วินาที ดำเนินงานโดยกรมเจ้าท่า และกรมชลประทานในส่วนที่เป็นทางน้ำชลประทาน

9. พื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง เริ่มดำเนินการแล้วใน พ.ศ. 2560 เป็นการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ 1.15 ล้านไร่ ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา โดยปรับแผนการเพาะปลูก รองรับน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม.